ศปสล.  ลงพื้นที่เชียงราย ตรวจติดตามการดำเนินโครงการ  NTS -Mekong Watch พร้อมศึกษาภาพรวมการเสริมสร้างความร่วมมือข้ามพรมแดนและการเสริมสร้างการบูรณาการชายแดนเพื่อแก้ไขปัญหาความมั่นคงรูปแบบใหม่ (NTS) ในภูมิภาคแม่น้ำโขง (เชียงราย – บ่อแก้ว) Strengthening Cross-Border Cooperation and Enhancing Border Integration for address NTS in the mekong region ( Chiang Rai – Bokeo)

ระหว่างวันที่24- 28 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา ภายใต้การอำนวยการของ นางวจิราพร อมาตยกุล ผอ.วช. ได้มอบหมายให้ นางสาวธัญณิชา เหลิมทอง ผู้จัดการศูนย์ประสานงานโครงการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับประชาชนเพื่อรับมือกับความท้าทายด้านความมั่นคงรูปแบบใหม่ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (ศปสล. )และ คณะจากส่วนวิเทศสัมพันธ์ ลงพื้นที่ จ.เชียงราย เพื่อตรวจติดตามความก้าวในการดำเนินโครงการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับประชาชนเพื่อรับมือกับความท้าทายด้านความมั่นคงรูปแบบใหม่ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (NTS-Mekong Watch),โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานให้ที่ทำการปกครองจังหวัดและที่ทำการปกครองอำเภอสนับสนุนเขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZ)และ โครงการการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับประชาชนในพื้นที่ชายแดน (People to People Connectivity- P2P)

วัตถุประสงค์ของการลงพื้นที่ดังกล่าวเพื่อรับฟังผลการดำเนินการ ปัญหาอุปสรรค ข้อท้าทาย และ  การเสนอแนะในการดำเนินโครงการฯ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการ NTS-Mekong Watch ซึ่งเป็นข้อเสนอของกรมการปกครอง ที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนความร่วมมือลุ่มน้ำโขง-สาธารณรัฐเกาหลี (Mekong – ROK Cooperation Fund: MKCF) ครั้งที่ 6  ซึ่งจะสิ้นสุดโครงการในเดือนธันวาคม 2567  ทั้งนี้ ผลการตรวจติดตามพบว่า การดำเนินการโครงการ NTS- Mekong Watch ทั้งการสานสัมพันธ์กับประเทศคู่ขนานและการจัดตั้งศูนย์ประสานโครงการ NTS- Mekong Watch เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยภาพรวมการลงพื้นที่มีประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้

ศูนย์ประสานงานเฝ้าระวังฯ บูรณาการฝ่ายปกครอง+ฝ่ายความมั่นคง รับมือภัยความมั่นคงรูปแบบใหม่

โดยทางคณะฯได้ลงพื้นที่ ณ  ทปค.จ. เชียงราย (ศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัดเชียงราย)เพื่อรับฟังสถานการณ์ภาพรวมยาเสพติดในพื้นที่ชายแดน และ ทปค.อ. แม่สาย เชียงแสน เชียงของ เวียงแก่น  และ เทิง  ซึ่งเป็นอำเภอตามกลุ่มเป้าหมายตามลำดับ และได้มีการประชุมร่วมกับศูนย์ประสานงานกลไกในการเฝ้าระวังลุ่มน้ำโขงอย่างมีส่วนร่วม (NTS- Mekong Watch Coordination Center- NTS-MWCC) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของโครงการ ในการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ โดยมี นายอำเภอ ปลัดอาวุโส ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และ ผู้แทนจากหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่  ได้แก่ หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่นํ้าโขง เขตเชียงราย  กองร้อยทหารพราน 3105 และ ผู้แทนจากสถานีตำรวจภูธร เข้าร่วมให้ข้อมูลอย่างพร้อมเพรียง

โดยทีม ศปสล.ได้รับฟังถึงปัญหาสถานการณ์ภัยความมั่นคงรูปแบบใหม่ในพื้นที่เชียงราย โดยเฉพาะสถานการณ์การลักลอบขนยาเสพติดข้ามแดน การหลอกลวงออนไลน์(แก๊งคอลเซ็นเตอร์) การลักลอบขนรถยนต์/รถจักรยานยนต์ข้ามชายแดน  และการเข้าเมืองผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่ยากแก่การป้องกันได้ตลอดเวลา และได้พบว่าภาพรวมการทำงานร่วมกันของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและฝ่ายความมั่นคงเป็นไปอย่างมีเอกภาพ  ทั้งการตั้งจุดตรวจ/เดินเวรยามพื้นที่หมู่บ้านชายแดน  และมีการจับการลักลอบขนยาเสพติดได้บ่อยครั้ง

นอกจากนี้ทางคณะเจ้าที่ของอำเภอได้นำทีม ศปสล. ลงพื้นที่ดูจุดที่มีความอ่อนไหวและสุ่มเสี่ยงในการลักลอบขนยาเสพติด และ การเข้าเมืองผิดกฎหมาย ตลอดลำน้ำโขงซึ่งพบว่ามีช่องทางธรรมชาติจำนวนมาก โดยเฉพาะช่วงน้ำขึ้นที่จะมีการขนยาเสพติดกันมาก อีกทั้งได้ลงพื้นที่ดูเส้นทางการเข้าเมืองผิดกฎหมายด้วยช่องทางธรรมชาติในพื้นที่ป่าในอุทยานแห่งชาติภูชี้ฟ้า และ อุทยานแห่งชาติภูซาง  ในพื้นที่ต. ตับเต่า  ที่มีปัญหาจุดผ่อนปรนเดิมไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของประชาชนทั้งสองฝั่งในปัจจุบัน โดยเฉพาะ จุดผ่อนปรนการค้าบ้านร่มโพธิ์ทอง ม. 19 มีการใช้ช่องดังกล่าวน้อยมาก เนื่องจากมีระยะทางไกลจากบ้านเชียงตอง เมืองปากทา และบ้านป่าซาง, บ้านน้ำค่า เมืองคอบ ซึ่งหากใช้ทางดังกล่าวทำให้ประชาชนต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง

โดยพบว่าปัจจุบันจะมีการใช้เส้นการเดินทางผ่านบ้านร่มฟ้าไทย ม.24  มากกว่า ดังนั้นเพื่อให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในปัจจุบัน ทั้งอ.เทิง และ เมืองปากทา เมืองคอบ จะมีการหารือเพื่อย้ายจุดผ่อนปรนการค้าจากม.19 มาที่ ม.24 เพื่อให้การเดินทางเข้าออกของประชาชนทั้งสองประเทศเป็นไปอย่างถูกต้องเพื่อให้มีการบันทึกลงระบบว่ามีการเข้า – ออกอย่างไรบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการไปมาหาสู่ตามวิถีชีวิตที่ส่วนมากเป็นญาติกันและการมาค้าขายและซื้อสินค้าในฝั่งไทย ทุกวันที่ 5, 20 ของทุกเดือน แต่บางครั้งก็มีการแฝงของกลุ่มอาชญากรที่ทำการลักลอบนำสิ่งผิดกฎหมายผ่านช่องทางธรรมชาติ ทั้ง รถจักรยานยนต์ ยาเสพติด วัว และ ควาย เป็นต้น ดังนั้น ควรมีการลงระบบให้ถูกต้อง

เชียงรายกับวิกฤตยาเสพติดทะลักข้ามแดน-ผู้ป่วยจิตเวชนับพัน ปัญหาที่ยังรอการแก้ไข

สำหรับสถานการณ์ภัยยาเสพติดของจังหวัดเชียงราย พบว่าเป็นปัญหาความมั่นคงรูปแบบใหม่ที่วิกฤตในพื้นที่ ซึ่งมีการจับกุมการลักลอบขนยาเสพติดข้ามแดนล็อตใหญ่ (1 ล้านเม็ดขึ้นไป)  จำนวนมาก เนื่องจากเป็นพื้นที่ตะเข็บชายแดนที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้านที่ฐานการผลิตยาเสพติด โดยเฉพาะ ยาบ้า ที่สามารถลักลอบนำเข้าสู่ประเทศไทยได้ทั้งทางบกที่เป็นภูเขาที่สลับซับซ้อนทางน้ำตลอดริมฝั่งโขง ซึ่งยากแก่การเฝ้าระวังตลอดเวลา  ทำให้เชียงรายกลายเป็นพื้นที่เสี่ยงและมีการกระจายยาเสพติดเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ อีกทั้งประชาชนในพื้นที่ต้องประสบกับปัญหาผู้ป่วยจิตเวช ที่เกิดจากยาเสพติด ทำให้ประชาชนรู้สึกไม่ปลอดภัย และผู้ป่วยเหล่านี้ยังเป็นภาระของโรงพยาบาลอีกด้วย ซึ่งต้องมีการแก้ปัญหาและการสร้างการตระหนักจากผลกระทบของยาเสพติดต่อไป

 ประชาชนในพื้นที่ไม่กล้าให้เบาะแส เหตุกลัวมีผลกระทบต่อชีวิต

สำหรับความร่วมมือของประชาชนในการเฝ้าระวังให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการแจ้งเบาะแสการกระทำผิดกฎหมายต่างๆ ถือเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน เพราะมีผลกระทบต่อชีวิตของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งไม่สามารถย้ายไปที่อื่นได้ ทำให้ประชาชนไม่อยากจะเข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องนี้มาก เพราะกลัวผลกระทบที่จะเกิดขึ้น   อีกทั้งประเด็นชาติพันธุ์ยังเป็นข้อท้าทายของการทำงานในพื้นที่ เพราะมีกำแพงเรื่องภาษาและวัฒนธรรมที่เจ้าหน้าในพื้นที่ยังไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่ได้หมด   ดังนั้้่นการจับกุมกรณีล็อตใหญ่ๆจึงมาจากการบูรณาการความร่วมมือกันของเจ้าหน้าฝ่ายปกครองและฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่

การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในพื้นที่ สิ่งที่เป็นทางการมากเกินไป อาจจะก่อให้เกิด “กำแพง” 

การลงพื้นที่ครั้งนี้ ศปสล. ยังได้สอบถามถึงความร่วมมือในด้านต่างๆกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะในเมืองคู่ขนานในประเทศลาว ได้พบว่าในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการทำงานในพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนที่มีปัญหาซับซ้อน/หลากหลาย  หากใช้วิธีการทางการมากเกินไป จะกลายเป็นการสร้าง “กำแพง” ในการทำงานร่วมกัน ทำให้การประสานงานมีความล่าช้า  เพราะฉะนั้น การสร้างความไว้วางใจและการสร้างความสัมพันธ์จึงเป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญ

โดยเจ้าหน้าที่ระดับอำเภอของประเทศไทยและและระดับเมือง ของพื้นที่คู่ขนาน (สปป.ลาว)  ต้นเผิ้ง  ห้วยทราย  ปากทา และ คอบ แขวงบ่อแก่ว ได้มีการประสานงานกันอย่างต่อเนื่อง ผ่าน application Line ในการประสานและพูดคุยเรื่องต่างๆที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งสองฝั่ง และมีส่วนทำให้การแก้ปัญหาของประชาชนโดยเฉพาะเรื่องการทำผิดกฎหมายโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์เป็นไปอย่างรวดเร็วมากขึ้น เพราะหากเป็นการส่งหนังสือให้กันและกันต้องใช้เวลานานหลายเดือน การโทรหากัน พูดคุยกันโดยตรง จึงได้ผลกว่าและใช้เวลาน้อยกว่า แต่เป็นเรื่องที่ตัองใช้เวลาในการสร้างความสัมพันธํส่วนตัวระหว่างเจ้าหน้าที่ให้แนบแน่น  โดยมีข้อกังวลว่า หากมีการย้ายบุคคล/ตำแหน่ง ออกจากพื้นที่ ก็ต้องมีการสร้างความสัมพันธ์กันอีกทำให้เกิดความไม่ต่อเนื่อง

ข้อตกลงการส่งตัวผู้ป่วยฉุกเฉิน  จุดเริ่มต้นสำคัญในการสร้างชุมชนเข้มแข็งระหว่างประเทศ

ทั้งสองฝั่งของพื้นที่คู่ขนานเชียงราย-บ่อแก้ว โดยเฉพาะ เชียงแสน- ต้นเผิ้ง และ เชียงของ- ห้วยทราย ได้มีการริเริ่มทำข้อตกลงการส่งตัวผู้ป่วยฉุกเฉินไปโรงพยาบาลนอกเหนือเวลาทำการของด่านผ่านแดนถาวร ซึ่งสอดคล้องกับหลัก “การใช้คุณธรรม/มนุษยธรรม นำการตัดสินในเรื่องที่เป็นความทุกข์ยาก/เรื่องการสาธารณสุขของประชาชน  ซึ่งเป็นหลักการสำคัญในการสร้างชุมชนเข้มแข็งระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นแนวทางที่โครงการ NTS-Mekong Watch ได้ผลักดัน ซึ่งรวมถึงการส่งเสริมการเรียนรู้กฎหมาย/กฎระเบียบ ของกันและกัน และการบังคับใช้กฎหมายโดยไม่เลือกปฏิบัติ โดยเฉพาะกรณีอาชญากรรมร้ายแรง

สุดประทับใจชาวไทย- ลาว เดินทางขึ้นเขา 3 ชม. ทำแนวกันไฟสองแผ่นดินป้องกันไฟป่าภูชี้ฟ้า+แก้ปัญหาหมอกควันข้ามแดน 

นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือกันในการแก้ปัญหาหมอกควันข้ามแดน โดยเฉพาะการร่วมทำแนวกันไฟที่อุทยานแห่งชาติภูชี้ฟ้าที่มีเกิดไฟป่าในปี 2566 ทำให้ได้เกิดการร่วมมือร่วมใจของคนไทยและลาว โดยประชาชนจากบ้านเชียงตอง เมืองคอบ สปป.ลาว จำนวนกว่า 200 คน ได้เดินเท้าประมาณ 2-3 ชม. เพื่อมาร่วมทำแนวกันไฟกับชาวบ้านต.ตับเต่า อ.เทิง อีก200 คน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดไฟป่าที่บริเวนภูชี้ฟ้าและถือเป็นการแก้ปัญหาpm2.5 อีกด้วย ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญและแสดงถึงความร่วมมือของประชาชนทั้่งสองประเทศเป็นอย่างดี ซี่งในพื้นที่ชายแดนอื่นๆก็มีแนวทางการปฏิบัติดังกล่าวร่วมกัน ส่งผลให้ค่าความรุนแรงของpm2.5 ในปี 2567 ลดลงเป็นอย่างมาก จากที่เคยสูงกว่า 200 มคก./ลบ เหลือสูงกว่า100  มคก./ลบ  และแนวทางการทำงานร่วมกันดังกล่าว จะมีการนำไปปฏิบัติต่อไป

แนวทางการสานสัมพันธ์ในอนาคตต้องมุ่งสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

สำหรับแนวทางการสานสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ในอนาคต ได้รับการสะท้อนจากพื้นที่ว่าแนวทางการสานสัมพันธ์ในพื้นที่ควรขยายจากการเล่นกีฬา และ การแสดงทางศิลปะวัฒนธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำมาอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว ไปสู่การ ศึกษาเรียนรู้/ดูงาน เพื่อการสร้างอาชีพ การสร้างรายได้ การบริหารจัดการเมืองตามเมืองต้นแบบต่างๆ เพื่อพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนของทั้งสองฝั่ง เพื่อให้เติบโตและเป็นชุมชนที่เข้มแข็งไปพร้อมๆกัน

จากการลงพื้นที่ครั้งนี้ ศปสล. ได้เห็นภาพปัญหาที่มีหลายมิติในพื้นที่ชายแดน และได้เห็นการบูรณาการการทำงานร่วมกันของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและฝ่ายความมั่นคงอย่างเข้มแข็งในพื้นที่จังหวัดเชียงราย และการติดต่อประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้านตามหลักแนวทางการสร้างชุมชนเข้มแข็งระหว่างประเทศ ซึ่งทางคณะฯจะได้นำความรู้และประสบการณ์เหล่านี้ไปพัฒนาโครงการ/พื้นที่ ชายแดนต่อไป ตามหลักการบริหารจัดการชายแดนแบบมีส่วนร่วมและครอบคลุม เพื่อให้เป็นไปตามพันธกิจของกรมการปกครองการสร้างพื้นที่เข้มแข็งเพื่อให้ประชาชนอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขในสังคมที่มั่นคง ปลอดภัย อย่างยั่งยืน มากที่สุด

#NTSMekongWatch

#AwarenessToday

#SecureTomorrow

#ปกป้องพื้นที่ชายแดนเท่ากับปกป้องคนทั้งประเทศ